รีวิวหนังสือของนักเขียนขายดีหลายปีซ้อน “วิธีเป็นคน1% ที่หาเงินเก่งที่สุด”

หนังสือที่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นหนังสือการพัฒนาตัวเองกันนะคะ เพราะหลายคนก็อยากมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อยากเป็นคนที่หาเงินเก่ง หนังสือ “วิธีเป็นคน1% ที่หาเงินเก่งที่สุด” จึงได้รวบรวมคำตอบทุกอย่างสำหรับคนที่อยากเป็นคน1% ที่หาเงินที่สุด มาให้คุณผู้อ่านได้ค้นหาคำตอบกันแล้วค่ะ

เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยนักเขียน Bestseller หลายปีซ้อน และเป็นไอดอลด้านความคิดทัศนคติ การใช้ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ การหาเงิน ของสาว ๆ หลายคนที่ติดตามเธอผู้นี้ นั่นก็คือ “คุณเฌอมาลย์ รัตนพงศ์ตระกูล” ที่เป็นทั้งโค้ชสอนคอร์สออนไลน์ นักเขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม และเจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามนับแสนคน 

ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบความคิดและการใช้ชีวิตของคุณเกรซมากเลยค่ะ ได้มีโอกาสติดตามอ่านบทความและหนังสือของคุณเกรซมาหลายปีแล้ว และในวันนี้คุณเกรซได้ออกหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดมาให้พวกเราได้อ่านเพื่อพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น ในราคาไม่แพง เล่มไม่หนาไม่บางจนเกินไป ขนาดกำลังดี ภาพสีสันสวยงามทั้งเล่ม มีการเน้นข้อความสำคัญภายในหนังสือให้ผู้อ่านอย่างได้จดจำ และสะดุดตามากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เนื้อหาภายในเล่มมีการแบ่งออกเป็น 30 บทด้วยกัน ให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนใช้เวลาอ่านไม่ถึงวันก็จบแล้วค่ะ เพราะเนื้อหาภายในเล่มนี้ อ่านสนุกและน่าติดตามจนทำให้วางไม่ลงเลยทีเดียว 

เครดิตรูปภาพ : ผู้เขียน 

โดยเนื้อหาภายในเล่มอาจไม่ได้บอกว่าเราต้องหาเงินจากช่องทางไหนบ้าง แต่จะเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราให้เป็นคนที่ “หาเงินเก่ง” มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่สรุปไว้สั้น ๆ หลังจากอ่านจบ ดังนี้นะคะ เงินซื้อความสุขได้ อย่างน้อยถ้าเรามีเงิน ชีวิตของเรา ครอบครัว และคนที่เรารักก็มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การมีเงินยังไงก็ดีกว่าไม่มีเงินอยู่แล้วค่ะ

ให้เชื่อว่าตัวเองดีพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ อย่าขีดจำกัดตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ให้กล้าทำทั้ง ๆ ที่กลัว , อย่าทนอยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบ , ไม่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ต้องวางแผนอนาคตข้างหน้า 10-20 ปี ว่าอยากมีชีวิตแบบไหน และตั้งเป้าหมายระบุจำนวนเงิน วันเดือนปีเวลาที่ต้องทำสำเร็จ รวมถึงสิ่งของหรืออะไรที่เราอยากได้มันมา , ต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่มากพอ อย่าให้เราเอื้อมถึงง่ายจนเกินไป เพราะมันไม่ท้าทายความสามารถของเรา

คน1% ที่สำเร็จและรวย เขาล้วนตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ กล้าบ้าพอที่จะทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น แม้จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะก็ตาม โดยอาศัยความฉลาด + กล้าคิด กล้าทำ + ขยัน + ทะเยอทะยาน + ความสามารถ + ความพยายาม + ความมุ่งมั่น + มีวินัย + หัวธุรกิจ จึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ค่ะ , ให้เลือกทำงานที่ทำแล้วมีความสุข ตอบโจทย์ชีวิตเรามากที่สุด ทำแล้วมีความสุขที่สุด เราถึงจะได้เงินกลับมามากที่สุด

เครดิตรูปภาพ : ผู้เขียน 

ทั้งนี้เราต้องเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วยการเพิ่มความสามารถ เพิ่มทักษะที่มีอยู่ให้มากขึ้น ด้วยการเลิกทำกิจกรรมไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น ช้อปปิ้ง ดูหนัง เล่นมือถือ ให้เปลี่ยนมาอ่านหนังสือ เรียนคอร์สอนไลน์ หรือสร้างรายได้ทางอื่นแทน ไม่ใช่ลดขนาดความต้องการให้เท่ากับรายได้ที่มี แต่ต้องเพิ่มรายได้ให้มากเท่าความต้องการของเราเอง 

อีกทั้งการเป็นตัวของตัวเองจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าการเลียนแบบผู้อื่น และไม่ว่าจะมีรายได้มากแค่ไหน คนรวยก็มักจะทำงานเหมือนตัวเองกำลังถังแตกอยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการเงินเยอะที่สุด แต่พวกเขาอยากรู้ว่าตัวเองมีความสามารถทำอะไรได้บ้าง และจะสามารถทำได้มากที่สุดจนสำเร็จได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง พวกเขาถึงสนุกและมีความสนุกกับการหาเงิน จนร่ำรวยได้ในที่สุด และต้องเป็นงานที่แม้หยุดทำในอนาคตก็ยังได้เงินกลับมา เพราะสิ่งนี้เองที่จะช่วยให้เรามีอิสรภาพทางการเงินและเวลาในอนาคตได้ค่ะ 

สุดท้ายนี้เราต้องไม่ลืมที่จะคบแต่คนที่ช่วยดึงชีวิตของเราให้สูงขึ้น ไม่ใช่คนที่ทำให้เราตกต่ำลง เพราะชีวิตของเราจะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยของคนที่เราคบหาด้วยนั่นแหละค่ะ และนอกเหนือจากหาเงินเก่งแล้ว เราต้องรู้จักใช้เงินให้เป็น ฉลาดเรื่องการใช้เงิน ไม่ใช่หามาได้เท่าไหร่ ก็ใช้หมด เพราะถ้าเป็นแบบนี้เราไม่มีวันรวยอย่างแน่นอนค่ะ

หลังจากที่ผู้เขียนอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เห็นด้วยกับหลายสิ่งที่คุณเกรซได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเลยค่ะ คือ Mindset ที่เราทุกคนต้องมี เพื่อทลายกำแพงขีดจำกัดความสามารถของตัวเราเอง และรายได้ของเราให้มีมากเท่าตามที่เราต้องการได้เลย และที่ผู้เขียนสรุปไปเป็นเพียงแค่การสรุปเนื้อหาสั้น ๆ ภายในเล่มหลังจากอ่านจบแล้วเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อหาอีกมากมายซึ่งอัดแน่นเต็มที่ 30 ด้วยกัน แถมมีบทส่งท้ายเสริมเข้ามาให้เราท้ายเล่มอีกด้วยค่ะ ซึ่งอาจช่วยให้คุณผู้อ่านได้ปิ๊งไอเดียในการหาเงินขึ้นมาเลยก็ได้นะคะ 

สำหรับใครที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถสแกน QR Code ตามรูปภาพด้านบน เพื่อทดลองอ่านเนื้อหาเบื้องต้นภายในหนังสือได้เลยนะคะ เพราะความคิดหรือ “Mindset” ของเราต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก่อน แล้วชีวิตของเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนตามในทางที่ดีขึ้นเองค่ะ 

คนรวยไม่ได้โฟกัสที่ “หาเงินเยอะ” แต่โฟกัสที่ “หาเงินเก่ง” เพราะการมีเงินเยอะอาจเป็นเรื่องของโชค คุณอาจทำบางสิ่งประสบความสำเร็จและมีเงินมากมาย แต่เป็นคนรวยได้ไม่นาน แล้วเงินนั้นก็หมดไป แต่ถ้าคุณมีความสามารถในการหาเงิน คุณจะรอดได้ในทุกสถานการณ์ และถ้าคุณบริหารเงินเป็น คุณจะเป็น “คนหาเงินเก่งที่รวย” 

หนังสือเล่มนี้จะช่วยเปลี่ยน Mindset ให้คุณคิดบวก (Think Positive) และคิดใหญ่ (Think Big) ขึ้น ช่วยให้คุณมีความเชื่อมั่นในคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของตัวเอง เมื่อคุณมี Mindset ที่ยอดเยี่ยมและ “หาเงินเก่ง” คุณจะมีชีวิตการเงินที่ประสบความสำเร็จกว่าคน 99% อย่างแน่นอน 

===========================================

“วิธีเป็นคน 1% ที่หาเงินเก่งที่สุด”

ผู้เขียน : เฌอมาลย์ รัตนพงศ์ตระกูล 

หมวด : จิตวิทยาและการพัฒนาตัวเอง 

สำนักพิมพ์ : Amarin How-To 

จำนวน : 156 หน้า 

ราคา : 225 บาท 

ช่องทางการติดตามนักเขียน “คุณเกรซ” (เฌอมาลย์ รัตนพงศ์ตระกูล)

FB Page : Chermarn Ratanapongtragoon

Official IG : chermarnrtofficial 

Personal IG : chermarnrt

============================================

ช่องทางการสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์

Website : www.amarinbooks.com

Facebook : Amarin HOW-TO

Line@ / Twitter : amarinbooks 

============================================

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

https://bookslovercommunity.home.blog/

เครดิตรูปภาพ : ผู้เขียน

รีวิวหนังสือ “UNICORN TEARS” สตาร์ตอัพแบบไหนที่ไม่ได้ไปต่อ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำธุรกิจสตาร์ตอัพแล้วล่ะก็ เลิกฝันหวานไปได้เลย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบวาดภาพการทำธุรกิจสตาร์ตช่างหอมหวาน และสวยงามราวกับดิสนีย์แลนด์ ทั้งที่ในความจริงแล้วการทำธุรกิจสตาร์ตอัพเหมาะสำหรับผู้ที่มีความอดทน เอาจริง มุ่งมั่น ตั้งใจ และยอมลำบากได้จนกว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จต่างหาก 

เนื่องจากธุรกิจสตาร์ตอัพเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนของตัวเอง ขอเพียงแค่เรามีไอเดียธุรกิจที่ดี และวางแผนมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเราจนทำให้เขายอมร่วมลงทุนไปกับเรา หลายคนจึงมักจะทำพลาดเพราะมัวเพลิดเพลินไปกับเงินก้อนโตที่ได้รับมาจากนักลงทุน และอาจเผลอใช้ชีวิตหรูหราเกินไป

เพราะการทำธุรกิจสตาร์ตอัพไม่จำเป็นเลยที่เราต้องลาออกจากงานประจำ เราสามารถทำหลังเลิกงานได้ ขอเพียงแค่เรามองหานักลงทุนผู้มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เรากำลังจะทำ เพื่อที่เราจะได้ขอคำปรึกษาจากเขา หากเรามีแผนธุรกิจที่ดีนักลงทุนที่มีประสบการณ์เหล่านี้ พร้อมที่จะสนับสนุนเงินทุนในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพให้เราทุกเมื่ออยู่แล้ว 

โดยภายในหนังสือเล่มนี้ได้เอ่ยถึงพฤติกรรม และสิ่งต่าง ๆ ที่คนคิดจะทำธุรกิจสตาร์ตอัพไม่ควรทำถ้าไม่อยากล้มเหลว แต่ส่วนใหญ่การทำธุรกิจสตาร์ตอัพในตอนแรกหลายคนมักประสบกับความล้มเหลว บ้างก็พับโปรเจกต์เลิกทำไปเลย บ้างก็สู้ต่อไปจนสุดท้ายประสบความสำเร็จในธุรกิจสตาร์ตอัพได้ในที่สุด 

Unicorn Tears หรือ “น้ำตายูนิคอร์น” เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกธุรกิจสตาร์ตอัพที่ล้มเหลวภายใน 3 ปีของการก่อตั้ง คิดเป็น 92 % ส่วนธุรกิจสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จ จะได้ชื่อว่าเป็น “ยูนิคอร์น” อย่างแท้จริง เป็นบริษัทที่อยู่รอดโดยมีมูลค่าการตลาดแตะถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพที่ล้มเหลวเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีธุรกิจสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน ด้วยผู้ก่อตั้ง ทีมงาน นักลงทุนที่สามารถร่วมงานกันทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่มีการขัดผลประโยชน์หรือขัดแย้งกันในธุรกิจสตาร์ตอัพนั้นเอง การหาเพื่อนร่วมทีม และนักลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพ

ความล้มเหลวของสตาร์ตอัพเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ ! แต่กลับพบว่าสตาร์ตอัพถึง 92 % ต้องล้มพับไปใน 3 ปีแรก 

เจมี พรายด์ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ ใช้ประสบการณ์คร่ำหวอดอันยาวนานกว่า 20 ปีในแวดวงสตาร์ตอัพ ทั้งด้านเทคโนโลยี และสื่อดิจิทัลระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทชั้นนำอย่าง realestate.com.au และมีตำแหน่งระดับสูงในดีลอยต์ ดิจิทัล , เซลส์ฟอร์ซดอตคอม , เรดแฮต , เวริตัส และซิสโก้ ซิสเต็มส์ มาสรุปเป็นแก่นแท้ที่จะช่วยคุณหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่ควรเกิด และเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้ธุรกิจของคุณ 

ในหนังสือเล่มนี้คุณจะได้เรียนรู้ 

– เรื่องไหนจริง เรื่องไหนมั่ว ในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพ

– สิ่งที่ช่วยให้นักสตาร์ตอัพฟิตเฟิร์มทั้งกายและใจ เข้าใจธุรกิจตัวเองอย่างปรุโปร่ง และปรับตัวเก่ง

– วิธีสร้างความแข็งแกร่งด้านเงินทุน เสนอคุณค่าที่โดน ดึงดูดนักลงทุนที่ใช่

– องค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการของสตาร์ตอัพดีเอ็นเอ และองค์ประกอบแต่ละอย่างนั้นมีส่วนทำให้ล้มเหลวได้อย่างไร

– เหตุผลหลัก 10 ประะการที่ทำให้สตาร์ตอัพล้มเหลว 

– เทคนิคหรือวิธีการแบบฮอลลีวู้ด (The Hollywood Method) แนวเชิงโครงสร้างในการก่อตั้งและสร้างสตาร์ตอัพ

– และหัวข้ออื่น ๆ อีกมากมาย 


จัดได้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งเป็น 9 บทอย่างชัดเจน ไล่ปูพื้นฐานให้เราจนถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการทำธุรกิจสตาร์ตอัพ สีของกระดาษภายในหนังสือโทนสีเหลืองนวลอ่อน ๆ อ่านสบายตา เนื้อหามีการแบ่งวรรคตอน ย่อหน้า และมีรูปภาพประกอบ เพื่อให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมจะลุย ไม่โลกสวย ไม่วาดฝันราวดิสนีย์แลนด์ เพราะนี่คือธุรกิจสตาร์ตอัพในโลกของความเป็นจริงที่เราล้วนต้องเจอปัญหา และอุปสรรคในการทำธุรกิจมากมาย ขอเพียงแค่คุณนำเทคนิคในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ และลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ยอมแพ้ การเป็นเจ้าของธุรกิจสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จ และได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “๊Unicorn” ตัวจริง ในกลุ่ม 8% ไม่ใช่…Unicorn Tears ในกลุ่ม 92% ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับคุณแล้วล่ะค่ะ 


“UNICORN TEARS” สตาร์ตอัพแบบไหนที่ไม่ได้ไปต่อ

ผลงานโดยเจ้าของสตาร์ทอัพที่เคยสูญเสีย 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเวลาเพียง 3 เดือน

แต่กลายมาเป็นนักพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค

ผู้เขียน : Jamie Pride 

ผู้แปล : ประเวศ หงส์จรรยา 

สำนักพิมพ์ : Amarin How-To 

หมวด : จิตวิทยาและการพัฒนาตัวเอง

จำนวน : 242 หน้า 

ราคา : 245 บาท 

============================================

Website : www.amarinbooks.com

Facebook : Amarin HOW-TO

Line@ / Twitter : amarinbooks 

============================================

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

https://bookslovercommunity.home.blog/

รีวิวหนังสือขายดี “เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก”

หากคุณผู้อ่านกำลังคิดว่าจะไปพบจิตแพทย์ดีหรือไม่ หรือคิดว่าชาตินี้ฉันไม่มีวันไปพบจิตแพทย์อย่างแน่นอน ผู้เขียนอยากให้คุณได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูก่อนค่ะ ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมดาแต่มีความลับของนักจิตวิทยาที่ไม่เคยบอกใครอยู่ภายในเล่มนี้ โดยเป็นหนังสือในรูปแบบของนวนิยาย แบ่งออกเป็น 4 ภาค มีตัวละครหลักดำเนินเรื่องอย่างชัดเจน มีทั้งหมด 58 ตอน และยังเป็นหนังสือขายดีที่มีการตีพิมพ์มากแล้วมากกว่า 24 ครั้งด้วยกัน ! 

แต่ละฉากภายในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องจริงที่ผู้เขียน “โลริ ก็อตต์ลิบ” ได้ขออนุญาตนำเรื่องราวบางอย่างของคนไข้มาเผยแพร่ให้ความรู้สู่ผู้อ่าน โดยมีการปกปิดตัวตนของคนไข้ไว้ ในเรื่องราวหนังสือเล่มนี้ “โลริ” เป็นนักบำบัดหรือนักจิตวิทยาที่มีคนไข้เข้ามาให้เธอคอยบำบัดอยู่เสมอ แต่ใช่ว่านักบำบัดอย่างโลริจะไม่มีปัญหาชีวิตเหมือนคนไข้เลย เพราะนักบำบัดเองก็ล้วนต้องไปบำบัดกับนักบำบัดคนอื่นเหมือนกัน และต้องไม่ใช่ญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนที่รู้จักกับเธอเลยด้วย เพราะมันจะทำให้เธอกล้าเปิดเผยความในใจได้มากกว่าการอยู่ต่อหน้าคนที่รู้จักเธอนั้นเอง 

แม้จะเป็นหนังสือที่มีความหนาพอสมควร แต่เนื้อหาข้างในไม่ได้วิชาการจ๋าอย่างที่หลายคนเข้าใจ การดำเนินเรื่องราวของตัวละครอยางเป็นกันเอง มีการอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เรื่องราวสนุกสนานน่าติดตาม อ่านจบตอนนี้ก็อยากอ่านตอนต่อไป เพราะอยากรู้ว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปเช่นไร แม้เราไม่มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา หรือไม่ใช่คนที่เรียนรู้ไวขนาดนั้นก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก และสิ่งที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเลยก็คือ การที่เราได้เติบโตไปกับตัวละครแต่ละตัวกับปัญหาหลากหลายของแต่ละคน และวิธีการที่นักบำบัดคอยบอกให้คนไข้คอยแก้ไข เรียกได้ว่าเป็นหนังสือนวนิยายน้ำดีที่เมื่อเราอ่านจบแล้ว สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยค่ะ 

บางครั้งผู้ที่ไม่ได้ไปพบนักบำบัดหรือนักจิตวิทยาอาจมีอาการหนักกว่าผู้ที่ไปพบนักบำบัดก็เป็นได้ค่ะ เพราะเราทุกคนล้วนมีปัญหา และมีปมซ่อนอยู่ภายในใจเสมอ สิ่งนี้เองที่ทำให้บางช่วงชีวิตของเราเกิดสะดุดล้มลง หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไป แต่ถ้าหากเรารู้ทันมันและได้คลายปมก่อนจะสายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความไม่เข้าใจในตัวเองหรือผู้อื่นก็ตาม จะทำให้เราได้กลับมามีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน แล้วมาดูกันนะคะ ว่าเธอคนนี้ “โลริ” จะสามารถจัดการปัญหาชีวิตของตัวเองและคนไข้ได้หรือไม่ สามารถติดตามเรื่องราวดี ๆ ได้ในหนังสือ “เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก”


เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก แปลจากหนังสือ “Maybe You Should Talk to Someone”

ถึงคุณ…คนที่กำลังพบจิตแพทย์ กำลังคิดว่าจะไปพบจิตแพทย์ และคุณที่คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องไปพบจิตแพทย์


ผู้เขียน : Lori Gottlieb 

ผู้แปล : พลอยแสง เอกญาติ 

สำนักพิมพ์ : B2S (บีทูเอส)

หมวด : จิตวิทยาพัฒนาตัวเอง

จำนวน : 415 หน้า 

ราคา : 359 บาท 

เว็บไซต์ : www.b2s.co.th

เฟซบุ๊ก : B2SThailand 

======================================

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

http://bookslovercommunity.home.blog

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

  ​

รีวิวหนังสือขายดี “ทำทีละอย่าง” วิธีการพัฒนาสมองสู่พุทธะ

หากใครเคยได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “สมองแห่งพุทธะ” ซึ่งเล่มนี้เป็นเล่มที่ดร.ริค แฮนสัน ได้เขียนต่อมาจากสมองแห่งพุทธะ เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเน้นหนักไปทางด้านวิทยาศาสตร์มากจนเกินไป เพราะในส่วนของหนังสือสมองแห่งพุทธะจะเป็นการอธิบายการทำงานของสมองมนุษย์แบบละเอียด ส่วนในหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อว่า “ทำทีละอย่าง” จะเป็นเนื้อหาแนว HOW – TO อ่านสบาย ไม่หนักจนเกินไป เป็นคู่มือสมองแห่งพุทธะ 52 วิธี พัฒนาสมองและจิตใจที่ไม่ว่าใครก็ปฏิบัติตามได้ การันตีเนื้อหาดีจนมีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลแล้วมากถึง 21 ภาษาด้วยกัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือศาสนาอื่น ๆ สามารถอ่านและนำวิธีการในหนังสือเล่มนี้ไปปฏิบัติตาม เพื่อฟื้นฟู้สภาพจิตใจและร่างกายให้ดีขึ้นได้ เพราะหนังสือแต่ละเล่มที่ดร.ริค แฮนสัน ได้เขียนขึ้นมานั้นไม่ได้ชวนให้ทุกคนมาสวดมนต์ ไหว้พระ เข้าวัดเข้าวา แต่เป็นเพียงการอธิบายการทำงานของสมอง และการพัฒนาจิตใจด้วยวิธีการปรับสถานณ์ในปัจจุบันที่เราพบเจอให้เป็นแง่บวก เพื่อผลักดันชีวิตของเราเองให้สามารถเดินก้าวต่อไปข้างหน้าได้ค่ะ 

เราไม่จำเป็นต้องอ่านรวดเดียวจบ สามารถแบ่งอ่านได้สัปดาห์ละ 1 วิธี และค่อย ๆ ปฏิบัติตามในหนังสือ มีการบอกวิธีทำทุกบทที่เราได้อ่าน ระหว่างที่อ่านรู้สึกได้จิตใจที่ปลอดโปร่งเบาสบายมากยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ต้องการให้ทุกคนมีจิตใจที่ดี และปล่อยวางต่อทุกสิ่งทุกอย่างลง และค่อย ๆ พาเราออกจากปัญหา และความเครียดที่เราประสบพบเจอมาให้เราในฐานะผู้อ่านได้พบเจอความสุขอย่างแท้จริง

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกเบาสมองอย่างมาก  ไม่ต้องคิดตามให้ปวดสมอง แค่ลงมือทำตามวิธีทำในหนังสือ ซึ่งบอกอย่างละเอียดว่าเราผู้อ่านควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้างคะ ใช้ภาษาเขียนอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งวรรคตอนอย่างชัดเจน ทำให้เราในฐานะผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย 

52 วิธีการที่ช่วยพัฒนาสมองและจิตใจ เป็นคู่มือวิธีการปฏิบัติง่าย ๆ ซึ่งเป็นการฝึกภายในใจที่สามารถทำได้เป็นประจำ วิธีฝึกใจต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาสิ่งดี ๆ ให้คุณมากมาย โดยปฏิบัติวันละวิธี หรือสัปดาห์ละวิธีจนครบ 52 สัปดาห์ คุณจะนำความโลภ ความเกลียดชัง ความเจ็บปวด และอวิชชาออกไปจากชีวิตได้ และมีความพอใจ ความสงบสุข ความรัก ความเมตตา และสติปัญญา ความเข้าใจอันแจ่มแจ้งในความจริงเข้ามาในชีวิตแทน

แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นภาคต่อจาก “สมองแห่งพุทธะ” แต่ทุกคนสามารถหยิบมาอ่านก่อนได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานใด ๆ เมื่ออ่าน “ทำทีละอย่าง” เล่มนี้จบ ย่อมจะต้องอยากอ่านเนื้อหาอันน่าตื่นตาตื่นใจของ “สมองแห่งพุทธะ” ซึ่งเป็นที่มาของภาคต่อนี้อย่างแน่นอน !!!

“ทำทีละอย่าง” 

ผู้เขียน : ดร.ริค แฮนสัน 

ผู้แปล : ดร.ณัชร สยามวาลา

หมวด : ศาสนา / ธรรมะประยุกต์

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ธรรมะ 

จำนวน : 211 หน้า 

ราคา : 195 บาท 

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

http://bookslovercommunity.home.blog

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

รีวิวหนังสือขายดี “สมองสร้างสุข” ภาคต่อจากหนังสือขายดีทั่วโลก “สมองแห่งพุทธะ”

หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของศาสตร์ทางสมองที่จะเปลี่ยนสภาวะทางจิตใจให้กลายเป็นโครงสร้างทางระบบประสาทที่ยั่งยืน เพื่อความสุข ความพึงพอใจ และความสงบในชีวิตที่หลายคนเฝ้าตามหามานานทั้งชีวิต ด้วยสถานการณ์ที่เราต้องพบเจอมีทั้งเรื่องดี ๆ และเรื่องแย่ ๆ ทว่าสมองของเรากลับชอบซึมซับเรื่องแย่ ๆ เก็บไว้สักด้วยสิ เพราะประสบการณ์แง่ลบตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจะช่วยให้เราอยู่รอดได้ในสังคม  แต่กลับส่งผลกระทบในชีวิตของเราอย่างมาก จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องฝึกควบคุมสมองให้เป็นตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป …

โดยภายในหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่บทที่ 1 – 3 จะอธิบายการทำงานของสมอง และจะบอกวิธีให้เราสามารถควบคุมสมองของเราได้ การฝึกภายในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การคิดบวกหรือการสร้างประสบการณ์แง่บวกขึ้นมา เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เสียพลังสมองไปเปล่า ๆ แต่จะเน้นการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์แย่ ๆ ของเราให้มีคุณค่าในระบบประสาทอย่างยั่งยืน 

ส่วนที่เหลือในหนังสือเล่มนี้จะเป็นการฝึกจนเชี่ยวชาญที่จะรับแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาสู่สมอง ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาแต่อย่างใด แค่ศึกษา เรียนรู้ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และนำไปปฏิบัติตามทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ประสบการณ์ด้านบวกจะค่อย ๆ ถักทอขึ้นมาภายในสมองของเราได้เอง แล้วชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพียงแค่เราหมั่นฝึกสมองตามวิธีในหนังสือเล่มนี้อยู่เสมอเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ผลงานจากผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ” หนังสือ Bestseller ที่แปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 20 ภาษา 

นำเสนอวิธีที่มีประสิทธิภาพมากมาย สำหรับฝึกรับเอาสิ่งดี ๆ เข้ามาในสมอง ที่ผู้เขียนเรียนรู้มาจากประสบการณ์จริง เพียงฝึกรับเอาสิ่งดี ๆ เข้ามาในสมองวันละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 10 กว่านาที ก็จะเกิดความเพลิดเพลินใจ ความสงบ และพลังภายในตัวค่อย ๆ เติบโตขึ้น เพื่อเปลี่ยนเอาประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วครู่ ให้กลายเป็นการพัฒนาคุณค่าในโครงสร้างวงจรประสาทได้อย่างยั่งยืน 

หากอยากประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเริ่มจากการฝึกควบคุมสมองของเราให้ได้ก่อน และหัดเปลี่ยนประสบการณ์เลวร้าย ให้กลายเป็นพลังงานบวกมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุก ๆ ด้านของชีวิตได้แล้วล่ะค่ะ 

“สมองสร้างสุข”

ผู้เขียน : ดร.ริค แฮนสัน

ผู้แปล : ดร.ณัชร สยามวาลา

หมวด : ศาสนา / ธรรมประยุกต์ 

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ธรรมะ 

จำนวน : 278 หน้า 

ราคา : 295 บาท 

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

http://bookslovercommunity.home.blog

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

รีวิวหนังสือขายดี “สมองแห่งพุทธะ”

หนังสือที่อธิบายการทำงานของสมองของมนุษย์ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจในเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งคำสอนไว้ให้พวกเราชาวโลก เป็นหนังสือขายดีติดอันดับอย่างยาวนานหลายปีที่คนดังหลายท่านแนะนำให้อ่าน มองแวบแรกอาจคิดว่าเป็นหนังสือธรรมะบรรยายธรรมแสนน่าเบื่อ แต่เมื่อได้ลองอ่านเพียงบทแรกกลับต้องรีบเปลี่ยนความคิดในทันที

โดยในส่วนของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายหลักการทำงานของสมองอย่างชัดเจน พร้อมมีภาพประกอบให้เราดูตามไปด้วย แอดนึกถึงตอนตัวเองเรียนวิชาชีววิทยาสมัยม.ปลายเลยค่ะ คุณครูได้ทำการอธิบายการทำงานของสมองมนุษย์แบบในหนังสือ เป็นหนังสือที่ตัดสินเพียงเปลือกนอกไม่ได้จริง ๆ มิฉะนั้นคงไม่ขายดีมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน 

“สมอง” มักจะโฟกัสในเรื่องที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษ และยิ่งเรามีความสุขมากเท่าไหร่ สมองซีกซ้ายก็จะมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้เรามีสมาธิ เพราะมันจะเข้าไปเพิ่มระดับของสารส่งผ่านประสาทที่ชื่อว่า “โดพามีน”

สมองของเรามักชอบหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบ และเข้าหาสิ่งที่ดีมากกว่า ประสบการณ์หรือการนึกถึงเรื่องราวที่ดีจะช่วยให้เราลดความเจ็บปวดในเรื่องราวแง่ลบลงได้ ด้วยการสร้างเส้นใยประสาทใหม่ เมื่อเครียดน้อยลงการทำงานของระบบหัวใจจึงทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น การมีเมตตากับตัวเองและหมั่นเจริญภาวนาอยู่เสมอ จะทำให้เราสามารถควบคุสสติและพฤติกรรมของตัวเองได้ 

“ถ้าคุณเปลี่ยนสมองได้ก็เปลี่ยนจิตใจได้ และถ้าคุณเปลี่ยนจิตใจได้ก็เปลี่ยนสมองได้”

นี่คือ หนังสือธรรมะที่เผยความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบเล่มแรก ! คุณจะได้เรียนรู้วิธีที่มีประสิทธิภาพต่าง ๆ ในการบริหารจัดการสภาวะที่ยากลำบากของจิตใจ ความเครียด อาการจิตตก ไม่มีสมาธิ ปัญหาความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ความกระวนกระวายใจ ความโศกเศร้า และความโกรธ โดยใช้หลักสุขภาวะหรือสภาวะความอยู่เย็นเป็นสุข การพัฒนาเติบโตทางจิตวิทยา และการฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณ โดยมีหัวข้อที่สำคัญ ๆ ได้แก่ 

– กิจกรรมหลัก ๆ ของสมอง คือ การเปลี่ยนแปลงตัวมันเอง

– ความดีงามในการพัฒนาจิตและปัญญา

– การควบคุมตนเอง การเรียนรู้ และการตัดสินใจเลือก 

แล้วคุณจะรู้ว่าการปฏิบัติธรรมสามารถเหนี่ยวนำโครงสร้างของสมองได้อย่างไร ? 

“สมองแห่งพุทธะ”

ผู้เขียน : ดร.ริค แฮนสัน และ นพ.ริชาร์ด เมนดิอัส 

ผู้แปล : ดร.ณัชร สยามวาลา 

หมวด : ศาสนา / ธรรมะประยุกต์ 

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ฮาวทู ( Amarin How to )

จำนวน : 281 หน้า 

ราคาปก : 265 บาท 

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

http://bookslovercommunity.home.blog

​รีวิวหนังสือขายดี “กฎ 3 ข้อของการผลิตโชคด้วยตัวคุณเอง”

เมื่อโชคไม่จำเป็นต้องรอปฏิหาริย์แต่สามารถสร้างขึ้นมาได้ตัวคุณเอง โดยผู้เขียนทั้งนีล พาเทล , แพทริก วลาสโควิตส์ และโจนาส คอฟเฟลอร์ ได้จับมือกันร่วมเขียนหนังสือ “กฎ 3 ข้อของการผลิตโชคด้วยตัวคุณเอง” หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวการผลิตโชคด้วยตัวคุณ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยโชคจากที่อื่น เพียงแค่ตัวคุณคนเดียวก็สามารถผลิตโชคดี เพื่อให้ชีวิตของตัวเองประสบความสำเร็จได้แล้วค่ะ

1. ทำสิ่งที่รัก

เครดิตรูปภาพ : https://bit.ly/38Xg25U

เวลาที่เราได้ทำในสิ่งที่รักเรา มักจะทำผลงานนั้นออกมาได้ดีเสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่เราควรจะทำในสิ่งที่รัก เพราะยิ่งสิ่งที่รักนั้นสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเราได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้เราไม่ต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ เพื่อให้ได้รายได้ที่เราต้องการ แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราชอบและสามารถสร้างรายได้ที่ใช่ตามที่เราต้องการได้เลยค่ะ 

2. กล้าเสี่ยง

อยากจะประสบความสำเร็จต้องเป็นคนกล้าเสี่ยง กล้าที่จะล้มเหลว กล้าที่จะลองผิดลองถูกอยู่เสมอ หากเราไม่กล้าที่จะเสี่ยง ไม่กล้าที่จะล้มเหลวหรือลองผิดลองถูกบ้างเลย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นยากมากเลยค่ะ โดยหนังสือเล่มนี้ก็ได้กล่าวไว้ว่าเราต้องมีความกล้าหาญมากพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ หรือปัญหาต่าง ๆ เราต้องพร้อมที่จะลุยและแก้ไขมันจนผ่านพ้นไปให้ได้ เพื่อให้เราสามารถทำความฝันของเราเองให้ประสบความสำเร็จ

3. สร้างโอกาส

เมื่อโอกาสไม่ได้มีอยู่บ่อย ๆ แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถสร้างโอกาสได้ เราทุกคนสามารถที่จะสร้างโอกาสของเราขึ้นมาเองได้ โดยเพียงแค่ในวันนี้แม้ว่าเราจะมีความสามารถอะไรก็ตาม เราต้องกล้าที่จะเปิดเผยความสามารถของเรานั้นออกมา เพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสามารถดี ๆ เจ๋ง ๆ ของเรา เพิ่มโอกาสสร้าง Connection ให้ผู้ที่สนใจความสามารถของเรา เพื่อให้เราประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นค่ะ แต่เมื่อไหร่ที่เรายังคงปิดกั้นความสามารถของตัวเอง ก็ไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้เลยว่าเรามีความสามารถอะไรอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นถ้าเราเก่งอะไร มีความสามารถด้านไหน ก็จงแสดงออกมาให้หมดเลยค่ะ

นี่เป็นเพียงแค่สรุป 3 ข้อเท่านั้นนะคะ ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มนี้บอกได้เลยว่าละเอียดยิบมาก เป็นการกล่าวอธิบายลักษณะสำคัญต่าง ๆ ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ มันไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะที่จะประสบความสำเร็จ เพียงแค่เรากล้าที่จะออกมาทำในสิ่งที่รัก กล้าเสี่ยง กล้าล้มเหลว แล้วก็ให้ตัวเองแสดงความสามารถออกมาทั้งหมดที่เรามีให้ทุกคนได้เห็นว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับโชคและโอกาสต่าง ๆ ที่ดีมากมายเข้ามาในชีวิตได้แล้วค่ะ 

ผลงานขายดีของนีล พาเทล , แพทริก วลาสโควิตส์ และโจนาส คอฟเฟลอร์ เจ้าของกิจการและที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ติดอันดับขายดี New Yok Time , Los Angeles Times , USA Today และ Indie Bound

หากคุณรู้สึกว่าบริษัทให้คุณไม่ได้เท่ากับสิ่งที่คุณคาดคิดไว้ ทั้งถูกเอาเปรียบ และมองไม่เห็นโอกาสการเติบโตในบริษัท มีหนทางเดียวที่คุณจะทำได้นั่นคือการ “ช่วงชิง” ที่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณไปฉกชิงตำแหน่งหรือผลงานของใคร แต่เป็นการมุ่งสู่เป้าหมายด้วยกฎเหล็ก 3 ข้อ คือ เลือกทำสิ่งที่รัก กล้าเสี่ยง และสร้างโอกาส รวมไปถึงการแนะนำให้คุณหาทางรอดด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • เป็นเจ้าของความฝันของตัวเอง อย่าเช่าความฝันคนอื่น
  • ยินดีรับความเจ็บปวดปริมาณน้อย ๆ เพื่อตัวเราที่เติบโตขึ้น
  • สร้างความแตกต่างจากคนอื่นด้วย “แฟ้มโอกาสส่วนตัว”
  • หลักฐานที่แน่นจะช่วยกันกระสุนได้
  • แล้วคุณจะรู้ว่าปลายทางของการ “ช่วงชิง” ไม่ใช่แค่การหาทางรอด แต่ยังเป็นพลังที่สร้างเงินทอง และความสำเร็จในชีวิตได้อีกด้วย

“กฎ 3 ข้อของการผลิตโชคด้วยตัวคุณเอง”

ผู้เขียน : นีล พาเทล , แพทริก วลาสโควิตส์ และโจนาส คอฟเฟลอร์

ผู้แปล : นุชนาฎ เนตรประเสริฐศรี

สำนักพิมพ์ : Amarin How-to ( www.amarinbooks.com )

หมวด : จิตวิทยาพัฒนาตัวเอง 

จำนวน : 276 หน้า 

ราคา : 275 บาท 

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

https://bookslovercommunity.home.blog/

รีวิวหนังสือน่าอ่าน “พูดให้ได้ใจ ใครก็ไม่ปฏิเสธ”

สุดยอดเทพแห่งการเจรจาของเกาหลีที่จะทำให้คุณซื้อใจคนและต่อรองได้ทุกสิ่งที่ต้องการ จากผู้เขียนนามว่า “ชเวชอลกยู” เมื่อ 8 ใน 10 ของชีวิตคือการเจรจาต่อรองดังที่ “เฮิร์บ โคเฮน” นักเจรจาและนักวางกลยุทธ์ธุรกิจชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ และมนุษย์กับการเจรจาต่อรองเป็นของคู่กันอยู่เสมอ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงได้นำทั้งทักษะและประสบการณ์ทั้งหมดที่มีในส่วนของการเจรจาต่อรองมาถ่ายทอดเทคนิคให้กับเราผู้อ่านทั้งหลาย

สำนวนการเขียนมีความเป็นกันเอง อ่านเข้าใจ สนุก ลื่นไหล และน่าติดตาม ซึ่งผู้เขียนจัดได้ว่าเป็นนักเจรจาชื่อดังในเกาหลีใต้และยังเป็นเทพแห่งการเจรจา ประสบการณ์การเจรจาต่อรองของผู้เขียนจึงนับว่าเป็นสิ่งที่วิเศษมาก ซึ่งภายในเล่มนี้จะแบ่งออกเป็น 24 บทด้วยกันที่จะบอกทางเทคนิคและเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เราควรทำในการเจรจาและไม่ควรทำในการเจรจาต่อรอง อีกทั้งยังยกตัวอย่างประโยคบทสนทนา และประโยคคำพูดที่ช่วยให้เราเข้าใจการเจรจาต่อรองมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เก่งในเรื่องของการเจรจาต่อรองเลยสักนิดเดียว แต่มีความจำเป็นที่ในการทำงานของคุณจะต้องมีการเจรจาต่อรองกับลูกค้า หรือผู้คนที่คุณพบปะอยู่เสมอเพื่อให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ หนังสือเล่มนี้สามารถตอบโจทย์คุณได้อย่างยิ่ง ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่นและสไตล์การเล่าเรื่องที่เป็นกันเองอย่างธรรมชาติ เข้าใจง่าย สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทันที 

ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ ที่ภายในหนังสือเล่มนี้ได้บอกเอาไว้ก็คือ การเจรจาให้สำเร็จนั้นเหนือชั้นกว่าการเจรจาให้ชนะ เราไม่ควรที่จะทุ่มเถียงอีกฝ่าย หรืออย่าทำทุกทางเพื่อให้ชนะอีกฝ่าย แต่เราควรจะทำการเจรจาครั้งนี้ให้ชนะใจฝ่ายต่างหาก แล้วถ้าเราอยากจะเปลี่ยนใจอีกฝ่ายจงเข้าใจความจำเป็นของเขาไว้ถ่องแท้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ?

การเข้าไปหาความจำเป็นของอีกฝ่าย โดยพูดบนจุดยืนของเขาจะช่วยให้เราได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ อย่าใส่ใจแค่คู่เจรจาเท่านั้นคุณต้องหา hidden maker ของเขาให้เจอ และใช้คนคนนั้นกระตุ้นอีกฝ่ายซะ เช่น การที่คุณจะไปจีบผู้หญิงคนหนึ่ง คุณต้องรู้ว่าเธอเชื่อฟังและไว้ใจใครมากที่สุดก่อน ซึ่งก็คือแม่ของเธอ เพราะแม่คือผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับเธอมากที่สุด ถ้าคุณเอาชนะใจแม่ของเธอได้ก็ไม่ยากแล้วล่ะที่คุณจะเอาชนะใจของเธอได้เช่นกัน

อย่าเสียแรงเปล่าไปกับการพยายามเปลี่ยนความคิดอีกฝ่าย ลองใช้วิธีเดิมพันดู เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาต่อรองกันอย่างลงตัว โดยไม่รู้สึกว่าตนเสียเปรียบ เพราะการเจรจาต่อรองนั้นไม่ใช่แค่ให้รับ แต่คือการให้สิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญน้อยกว่า และรับสิ่งที่สำคัญมากกว่ามานั่นเอง สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการเจรจาสิ่งนั้นก็คือ “ความน่าเชื่อถือ” ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นในตัวเรา และยอมรับข้อเสนอของเรา

อีกทั้งการนัดเจรจาต่อรองที่เก่งจะเปลี่ยนคู่เจรจาที่พบ เพื่อมุ่งเน้นผลกำไรให้กลายเป็นคู่เจรจาที่เน้นความสัมพันธ์ ก่อนที่คุณจะไปเจรจาเรื่องสำคัญกับใครก็ตามที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ต่าง ๆ เราควรที่จะคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปก่อน เช่น ครอบครัวของเขา ชีวิตของเขา คุยกันเหมือนเพื่อน เมื่อใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเข้าใจกันมากยิ่งขึ้นว่าต่างฝ่ายต่างมีชีวิตอย่างไร การเจรจาต่อรองของคุณก็จะง่ายดายมากขึ้น และการพูดแสดงความรู้สึกตัวเองดีกว่าพูดวิจารณ์อีกฝ่ายเสมอ เพราะการพูดแสดงความรู้สึกของคุณออกมาว่าคุณคิดยังไงจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจคุณมากกว่าโกรธคุณ เพราะคุณไปวิจารณ์เขา

การเจรจาต่อรองโดยหล่อเลี้ยงมูลค่าก้อนใหญ่ในอนาคต เพื่อทำเช่นนั้นได้ เราต้องมอบอะไรบางอย่างใจฝ่ายก่อน การเจรจาต่อรองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่คุณมีหนังสือเล่มนี้พูดให้ได้ใจใครก็ไม่ปฏิเสธ หนังสือที่จะช่วยให้คุณเป็นเทพแห่งการเจรจา ชนะทุกการเจรจา ทุกสนามการต่อรอง ยกระดับทักษะการเจรจาด้วยกลยุทธ์ที่ทำให้คุณเป็นต่อในทุกสนามการต่อรองได้อย่างแท้จริง !

หากคุณประสบปัญหาเหล่านี้ คุณควรหยิบหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน

“เจรจาขอปรับเงินเดือนกับหัวหน้าแล้วแพ้ตลอด”

“เจรจากับแฟนจะขอเลื่อนกำหนดเที่ยวแล้วโดนงอนไม่หาย”

“ปิดดีลกับลูกค้าแล้วได้ยอดขายน้อยลงจากครั้งก่อน”

ชเวชอลกยู ผู้เขียนเป็นนักเจรจาชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ และเป็นเจ้าของคอร์สเทพนักเจรจา ได้รวบรวมเทคนิคการพูดและการต่อรองจากประสบการณ์จริง และจากนักเจรจาทั่วโลก เพื่อช่วยคุณได้พัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งเจรจากับหัวหน้าลูกน้อง การเจรจาต่อรองซื้อขาย และประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่

– การเจรจาต่อรองไม่ใช่แค่ให้และรับ แต่คือการให้สิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญน้อยกว่า และรับสิ่งที่สำคัญมากกว่า

– หากต้องการอะไร 3 อย่างต้องเรียกร้องไป 5 อย่าง

– ไม่เป็นไรถ้าคุณจะเข้มงวดกับประเด็นเจรจา แต่ต้องนุ่มนวลกับคู่เจรจา

– นักเจรจาที่เก่งต้องเปลี่ยนคู่เจรจาที่มุ่งหากำไร ให้กลายเป็นคู่เจรจาที่เน้นความสัมพันธ์

และ Case Study การเจรจาต่อรองจากทั่วโลก เพื่อยกระดับการเจรจาด้วยกลยุทธ์ที่จะทำให้คุณเป็นต่อทุกสนามการต่อรอง !

“พูดให้ได้ใจใครก็ไม่ปฏิเสธ”

ผู้เขียน : ชเวชอลกยู

ผู้แปล : ตรองสิริ ทองคำใส

หมวด : จิตวิทยาพัฒนาตนเอง

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ฮาวทู

ราคา : 225 บาท

ช่องทางการสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ 

https://www.amarinbooks.com/brand/amarin-how-to/

https://m.se-ed.com/Product/Detail/9786161823337

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม 

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

สรุปหนังสือน่าอ่าน “พรีเซ้นต์ให้ได้ใจ ขายอะไรก็มีคนซื้อ”

หนังสือเล่มเล็ก พกพาสะดวก อ่านสบายตาทั้งเล่ม ด้วยสีสันน่ารัก ชวนอ่าน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน คัดมาเฉพาะเทคนิคเน้น ๆ ที่จะช่วยให้เราได้นำเทคนิคเหล่านี้ มาฝึกกันพูดให้คล่องแคล่วระดับโปร จะขายงานให้ลูกค้า หรือจะพรีเซ้นต์อะไร ก็โดนใจคนฟังและปิดการขายได้อย่างง่ายดาย กับหลากเคล็ดลับและเทคนิคพิเศษที่เปรียบดั่งหมัดฮุกน็อคคู่ต่อสู้ให้แพ้อย่างราบคาบ โดยผลงานการเขียนของ คุณดลชัย บุญยะรัตเวช ( นักสร้างแบรนด์และประธานบริษัทเดนท์สุ วัน บางกอก ) ซึ่งแอดได้ทำการสรุปเนื้อหาสั้น ๆ มาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

1. ผู้ฟังเป็นใคร

ไม่ว่าเราจะไปสื่อสารกับใครก็ได้ หรือการจัดงานสัมมนาต่อหน้าผู้คนนับร้อยนับพัน เราก็ต้องรู้ก่อนว่า กลุ่มผู้ฟัง ซึ่งเป็นเป้าหมายของเรานั้น เขาเป็นใคร ทำอาชีพอะไร มีความรู้อยู่ในระดับไหน ในเรื่องที่เราจะนำไปพูดให้เขาฟัง ต้องรู้พื้นเพของกลุ่มเป้าหมายเราคร่าว ๆ เพื่อที่จะได้เลือกเนื้อหาไปพูดได้อย่างตรงจุดค่ะ

2. เตรียมเนื้อหาให้พร้อม

หลังจากที่เราทราบกลุ่มเป้าหมายผู้ฟังแล้ว เราต้องจัดเตรียมเนื้อหาต่าง ๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับเป็นสำคัญ จากนั้นจึงทำการซ้อมอย่างจริงจัง จนถึงการซ้อมใหญ่บนเวที หากเป็นงานใหญ่ที่มีผู้ฟังจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเลยค่ะ เนื้อหาไม่ควรจะวิชาการเกินไป จนทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเข้าใจยาก และเกิดความเบื่อหน่ายได้ ควรมีช่วงจังหวะสนุกสนาน เพื่อปลุกอารมณ์ความรู้สึก และรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของผู้ฟังด้วยค่ะ

3. สร้างความน่าเชื่อถือ

อย่าพูดในทำนองเหมือนเราเพิ่งรู้ว่าต้องมาพูดวันนี้ หรือคุยออกนอกเรื่องบ่นปัญหารถติดยาวเหยียดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เราจะมาพูดให้เขาฟังในวันนี้ เพราะมันจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเราลดน้อยลงไป กลายเป็นเราดูเหมือนคนที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพในสายตาของผู้ฟังได้ค่ะ

4. สร้างความประทับใจ

นอกเหนือจากเรื่องเราพูดจะต้องมีประโยชน์กับผู้ฟังแล้ว จะต้องมีสตอรี่เรื่องราวดึงดูดความสนใจของผู้ฟังมากพอ การพูดด้วยรอยยิ้ม ก็นับได้ว่าเป็นวิธีการสร้างเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ผู้พูดที่ดีอย่างเราจะขาดไม่ได้เลยค่ะ เพราะจะทำให้เราดูเป็นมิตร ช่วยให้เข้าถึงผู้ฟังได้ง่ายกว่า ทำให้เขากล้าที่จะพูดคุยสื่อสารกับเรา การพูดของเราในวันนั้นจะได้เป็นที่น่าจดจำ เพราะได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังเป็นจำนวนมากค่ะ

5. ถาม – ตอบ กับผู้ฟัง

สิ่งที่เราขาดไม่ได้เลยก็คือ เมื่อเราเล่าเรื่องแต่ละเรื่องจบแล้ว ต้องมีการตั้งคำถามให้ผู้ฟังตอบกลับมา เพื่อเป็นการทบทวน และเช็กว่าข้อมูลที่ผู้พูดสื่อสารออกไปนั้น ผู้ฟังเข้าใจหรือไม่ และเข้าใจตรงกันกับที่ผู้พูดต้องการหรือเปล่า เพราะถ้าไม่ใช่ ผู้พูดจะได้อธิบายเพิ่มเติม ไม่ปล่อยให้ผู้ฟังต้องเก็บไปเข้าใจแบบผิด ๆ หรือคิดว่ามาฟังวันนี้ ไม่ได้อะไรเลย เสียเวลาเปล่า เพราะฟังแล้วไม่เข้าใจอะไรเลยค่ะ ปัญหาแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นนะคะ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่สรุปสั้น ๆ จากเนื้อหาภายในหนังสือเท่านั้นนะคะ ภายในเล่มจะแบ่งเป็น 9 ตอน ซึ่งมีทั้งเคล็ดลับและเทคนิคมากมายให้เรานำไปปรับใช้ และฝึกฝนการพูดให้ดียิ่งขึ้น

“คำพูด” คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด คนที่มีเสน่ห์ในการพูดจะรู้จักเปลี่ยนสิ่งร้าย ๆ ให้กลายเป็นดี และเปลี่ยนสิ่งที่ดีให้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ! หนังสือเล่มนี้จะบอกข้อมูลที่น้อยคนที่ทราบหรืออาจเข้าใจผิดกันมาก่อน ตัวอย่างเช่น กฎทอง 90 นาที ที่คนส่วนมากมักคิดว่าหนึ่งรอบของคุณดลชัย บุญยะรัตเวช ประธานบริษัทเดนท์สุ วัน บางกอก ได้เผยเคล็ดลับการพรีเซ้นต์งานให้ปังด้วยศาสตร์การพูดให้กระชับทรงพลัง และสะกดใจ เริ่มตั้งแต่การพูดโน้มน้าวอย่างมีเสน่ห์ การวางประเด็นหัวข้อให้น่าสนใจ และเพื่อให้การพูดไม่ติดขัด โดยแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น 

– 7 เทคนิค การวางโครงเรื่องให้ปัง 

– เล่าเรื่องอย่างไร ให้สะกดใจคนฟังได้ 

– ปิดการนำเสนอได้ “ปัง” ผู้ฟังประทับใจ

แล้วคุณจะพบว่าการพรีเซ้นต์งานไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ว่าคุณจะไปเสนองานกี่ครั้ง ก็จะสามารถคว้าชัยชนะ และได้ยอดกลับมาอย่างแน่นอน

==============================

“พรีเซ้นต์ให้ได้ใจ ขายอะไรก็มีคนซื้อ”

ผู้เขียน : ดลชัย บุณยะรัตเวช

หมวด : จิตวิทยาพัฒนาตนเอง

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ฮาวทู

จำนวน : 132 หน้า

ราคา : 215 บาท

==============================

หากใครสนใจสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ 

หรือสามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปได้เลยค่ะ

SE -ED : https://bit.ly/2uxdegu

Website : www.amarinbooks.com

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

https://www.blockdit.com/neemmy.bk

สรุปหนังสือขายดี “คิดแบบไหน ไม่ให้กลายเป็นคนขี้แพ้”

ขี้แพ้ ! ไม่ใช่นิสัยที่แก้ไม่ได้ เป็นเพียงแค่นิสัยที่เราไม่ยอมแก้มันสักทีต่างหาก ใครที่ชีวิตล้มเหลวอยู่เสมอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เป็นเพราะเราทำอะไรก็แพ้ไปหมดทุกอย่างหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะความคิดผิด ๆ ในสมองของเราเองที่ทำให้ต้องแพ้ไปสักทุกอย่าง ทั้งที่เราสามารถเอาชนะมันได้เสมอ

และวันนี้แอดก็จะขอสรุปเหล่านิสัยขี้แพ้ทั้งหลายที่เราควรกำจัดออกไปให้หมด จากหนังสือขายดีน่าอ่านเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “คิดแบบไหน ไม่ให้กลายเป็นคนขี้แพ้” เพระคำว่า “ขี้แพ้” เป็นเพียงแค่นิยามที่ใช้เรียกกันก็เท่านั้น ใช่ว่าแพ้ครั้งนี้ แล้วครั้งต่อไปเราจะชนะไม่ได้สักหน่อย ถ้าใครไม่อยากจะล้มเหลว ไม่อยากกลายเป็นคนขี้แพ้อีกแล้วล่ะก็ มาเปลี่ยนความคิดไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ

1. ไม่มีใครชนะและเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอกนะคะ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความพยายาม และการฝึกฝนทั้งสิ้น ไม่เก่งอะไรเลยก็สำเร็จได้ ไม่รู้เรื่องอะไร ก็แค่พยายามเรียนรู้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ จะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอเลยค่ะ เพราะคนที่เราเห็นว่าเก่ง เขาทำสำเร็จ เป็นเพราะเก็บชั่วโมงบินมามากพอแล้วต่างหาก เขาพยายามมากกว่าคนอื่นเป็น 100 เท่า แต่แค่ช่วงที่เขาพยายาม เราอาจจะไม่เห็นเอง มาเห็นอีกทีก็ตอนที่เขาทำสำเร็จแล้ว จึงไปมองว่าเขาเก่งจัง เขาโชคดีจัง ทั้งที่ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับความพยายามล้วน ๆ และอย่าเพิ่งคิดยอมแพ้มันไปก่อนก็พอค่ะ

2. พูดไม่เก่งก็สามารถสร้างคอนเน็กชั่นที่ดีได้ค่ะ การเขียนข้อความสื่อสารสามารถใช้สื่อแทนคำพูดถึงอีกฝ่ายที่เราต้องการจะสื่อสารกับเขาได้ อย่าจำกัดความว่าคนพูดเก่งเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ หลายคนพูดน้อย แต่ฝึกฝนความสามารถของตัวเองจนกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมา ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แต่ละคนย่อมมีความเก่งที่แตกต่างอยู่แล้วค่ะ และถ้าเราอยากจะพูดให้เก่งขึ้น ก็แค่พยายามฝึกพูดเท่านั้นเองค่ะ

3. เราต้องกล้าที่จะท้าทายทำสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง อย่ากลัวว่ามันจะล้มเหลว จนทำให้ชีวิตของเราต้องมาจมปลักอยู่กับสิ่งเดิม ๆ และเมื่อลงมือทำแล้ว ควรทำอย่างต่อเนื่อง จึงจะเห็นผลลัพธ์และสำเร็จได้ค่ะ ไม่ใช่ทำ 3 วันหยุด แบบนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อย่ากังวลอนาคตมากเกินไป เพราะถ้าปัจจุบันเราทำไว้ดี ปัจจุบันที่ดีนี่แหละค่ะ ที่จะกลายเป็นอนาคตที่ดีของเราในวันข้างหน้าได้ จะตัดสินใจอะไรควรจะเด็ดขาดชัดเจนไปเลย เช่น การเปลี่ยนงาน ถ้ารู้ว่างานนี้ไม่ใช่ ก็ควรต้องวางแผนชีวิตใหม่ เพื่อให้ตัวเองได้ทำงานตามที่ใจต้องการได้ค่ะ ไม่ใช่ฝืนทนกับสิ่งที่ไม่ใช่ต่อไปอยู่แบบนี้

4. ความเครียด ความกังวลทั้งหลาย เราสามารถหยุดมันได้ค่ะ สมองไม่เคยนึกถึงมัน มีแต่เราที่ไปนึกถึงมันเอง เราสามารถเปลี่ยนนิสัยไปทำอย่างอื่นที่คลายเครียดได้ค่ะ รักตัวเองให้มากพอ อย่ามองว่าตัวเองไม่เก่ง อยากเก่งเรื่องไหน ก็แค่พยายามเรียนรู้ ฝึกฝน ลงมือทำ สักวันเราก็จะเก่งเองในที่สุด และการนิ่งเงียบ อดทนต่อความเชื่อผิด ๆ ของคนรุ่นเก่า ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อตัวเราเลยค่ะ บางอย่างไม่เป็นความจริง ฟังดูไร้เหตุผล เราสามารถแย้งขึ้นมาได้เสมอ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเงียบจนเกินไป และปล่อยให้อีกฝ่ายเอาแต่พูดใส่เรา เมื่อเราเก็บมาคิดมาก ๆ ทำให้เรากลายเป็นคนที่เครียดเองในที่สุดค่ะ

5. ต่างคนต่างความคิดเห็น ร้อยพ่อพันแม่ จะให้มามีความคิดเห็นเหมือนกัน คงจะเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ จะรอให้ทุกคนมาเข้าใจเรา ก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน และหลากหลายคำพูดของคนอื่น อย่าเอามาผูกติดกับชีวิตเราจนเกินไป เช่น เปลี่ยนงานบ่อย ไว้ใจไม่ได้ แล้วเรารู้ได้อย่างไรค่ะ ว่าเขาไว้ใจไม่ได้ เขาอาจแค่ต้องการเปลี่ยน เพื่อเจองานที่ใช่กว่า และมีชีวิตที่ดีกว่า รวมถึงความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า คนที่พูดแต่เรื่องเงิน คือ พวกสกปรก การคิดแบบนี้ เป็นผลักเงินออกไปจากชีวิตของเราเอง โดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ ทั้งที่คนมีเงินก็มีทั้งดีและไม่ดี คนที่ไม่มีเงินก็มีทั้งคนดี และไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจะมาตัดสินว่าคนรวย  = เลว และ คนจน = ดี ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดตรงนี้ได้ เป็นคนดีที่มีเงิน จะทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จมากกว่า และไม่ต้องกลายเป็นคนล้มเหลวอยู่แบบนี้อีกค่ะ

นิสัยทุกอย่าง สิ่งที่เราทำจนเป็นพฤติกรรมเคยชิน สามารถแก้ไขและหยุดทำได้ทั้งหมดเลยค่ะ ถ้าเรารู้ว่าทำต่อไปแล้วไม่ดีกับชีวิตของเรา แค่เปลี่ยนมาเพิ่มนิสัยใหม่ พฤติกรรมใหม่ดี ๆ เข้าไปแทน ก็จะสามารถช่วยให้นิสัยและพฤติกรรมที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้แพ้ค่อย ๆ ลดลงไปได้ค่ะ เพราะหลากหลายความเชื่อ ค่านิยม แบบผิด ๆ ที่ฟังต่อ ๆ กันมาจากผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะถูกไปสักทุกอย่าง

สุดท้ายคนที่อยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง ก็คือ ตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น ทำชีวิตตัวเองให้ดี เริ่มต้นฝึกฝนในสิ่งที่เราอยากจะเก่งได้เสมอ เพราะเราทุกคนสามารถเอาชนะทุกอย่างได้และประสบความสำเร็จดังที่ฝันไว้ ตราบเท่าที่เราไม่คอยบอกตัวเองว่าฉันเป็นขี้แพ้ แต่เปลี่ยนเป็นคอยบอกตัวเองว่า “ฉันคือคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปสักทุกอย่าง” ต่างหากค่ะ

ใครที่ชอบพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก” จนติดเป็นนิสัยต้องระวังตัวไว้ ! ถึงแม้ว่าคำนี้จะเป็นคำพูดสั้น ๆ แต่การพูดคำนี้กับตัวเองบ่อยครั้งส่งผลกับตัวเรามากกว่าที่คิด มันจะขัดขวางให้เราไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง หรือลองลงมือทำ และกลายเป็นคนไม่กล้าริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือกลายเป็น “คนขี้แพ้” หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมการปรับเปลี่ยนมุมมองเรื่องสิ่งที่ขัดขวางเราจากความสำเร็จ เพื่อให้ก้าวผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ได้ เช่น 

“พูดไม่เก่ง” ไม่ได้ทำให้ “ไม่มีคอนเน็กชั่น”

– เมื่อสับสนกับทางเลือก ไม่จำเป็นว่าต้องเลือกทางเดียว

– ลบเส้นที่ขีดจำกัดตัวเองออกให้ได้ 

– หากตอบรับว่า “ใช่” ติดกัน 3 ครั้ง การจะบอกว่า “ไม่” ในครั้งที่ 4 เป็นเรื่องยาก 

นี่คือสูตรลับบางส่วนจาก 45 ข้อคิดที่จะช่วยรักษาคนขี้แพ้ให้หายสนิทและประสบความสำเร็จได้ 

=============================

“คิดแบบไหน ไม่ให้กลายเป็นคนขี้แพ้”

ผู้เขียน : อุระ โทคิ

ผู้แปล : พนิดา กวยรักษา

หมวด : จิตวิทยาการพัฒนาตัวเอง

สำนักพิมพ์ : ช็อร์ตคัต

จำนวน : 203 หน้า

ราคา : 215 บาท

===============================

ภายในเล่มนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 45 ข้อคิด ใครอยากอ่านเนื้อหาเต็ม 

สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศได้เลยค่ะ  

SE – ED : https://bit.ly/30NOLQa

.

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/Bookslovercommunity

https://www.blockdit.com/neemmy.bk